[Fanfic-Khr] S'il suffisait d'aimer

posted on 03 Feb 2012 22:11 by isisneptra in Fiction
 
 
 
 
Title : S'il suffisait d'aimer

Author : ISISNEPTRA (YUKINO...)

Pairing : D18

Rating : R-18


----------------------------------


Caution : ฮาาา ... มาแปะฟิคฉลองวันเกิดดีโน่เซ็นเซย์ค่ะ ...

เพลงนี้จำได้ว่าแปลออกมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่กทม.มีปัญหาเรื่้องการชุมนุมที่ราชประสงค์โน่นแหน่ะ XD ....

เรื่องอะไรน่ะเหรอ ... อืมมม ... ทุกคนยังจำได้ไหม ... มุข April Fool day ได้มั้ยคะ XD นี่ก็คือโปรเจคที่ว่านั่นแหละค่ะ แต่งๆดองๆมาน๊านนานพอสมควร หลังจากร้างงานแต่งมาเกือบๆปีอยู่ล่ะ ... แล้วก็ได้กลับมาเริ่มแต่งใหม่ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ...

จากนี้คงจะกลับไปแต่ง La Mia Duchessa อีกครั้งด้วย ตอนนี้ก็เลยพยายามเคลียร์ฟิคสั้นจุ๊กจิ๊กออกก่อน *โค้ง* ขอฝากตัวอีกครั้งค่ะ ^^

HBD เสี่ยขาล่วงหน้าหน่อยนะ ขอให้เสี่ยจงอายุมั่นเป็นมิ่งขวัญเด็กซึนต่อไปนะ พอดีพรุ่งนี้พี่สาวจะต้องไปสัมมนาถ้ารอเที่ยงคืนสงสัยได้ตื่นสายแน่ๆเลยจ้า

คำแนะนำ : ควรฟังเพลงไปด้วยนะจ๊ะ

Warning : ANGSTY + DRAMA + ROMANCE + RATE!!!



หมายเหตุ : กรุณาอย่านำฟิคนี้ไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตินะคะ

note : please do not post (or do some kind of copy in any part) this Fan Fiction before receiving permission.


 


------------------------------
 
 
 
 
 
 
 
 
Je rêve son visage je décline son corps


ฉันเอาแต่เฝ้าฝันถึงใบหน้าของเธอ ฉันเอาแต่คิดว่าควรปฏิเสธสัมผัสจากร่างกายนั้น

 

 

 

 

นานมาแล้วตั้งแต่ที่เธอยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปี วันนั้นฉันรู้สึกแปลกใจที่สภาพอากาศมันปลอดโปร่งน่าชื่นใจมากกว่าทุกๆวันที่ฉันได้อยู่ในญี่ปุ่น ฉัน...ที่เคยเป็นแค่เด็กบ้าไร้ความสามารถจนกระทั่งกลายมาเป็นบอสของมาเฟียทั้งๆที่อายุยังน้อย แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่ฉันได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก

 

 

 

ฮิบาริ เคียวยะ

 

 

 

เธอที่ดูหยาบกระด้างแข็งแกร่ง แต่หากแท้จริงกลับอ่อนไหว และบอบบางเกินกว่าที่จะมีใครเข้าใจ  แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆไม่กี่สัปดาห์ที่เราได้อยู่ด้วยกัน

 

 

 

แต่นั่น...

 

 

 

ก็เป็นสิ่งที่ฉันไม่อาจลืม...

 

 

 

ฉันยังจำได้ดี...ในช่วงเวลาที่ร่างกายได้เปลือยเปล่าแนบชิด ริมฝีปากที่หอบหายใจเอาลมอุ่นร้อนออกมา เรียวแขนที่เกาะเกี่ยวจิกทึ้งที่ไหล่ฉันอย่างไม่ประสีประสา ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเจ็บปวด และความสุขในเวลาเดียวกัน เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าที่หลุดลุ่ย และผิวกายร้อนระอุ เสียงครางที่เคียวยะพยายามสะกดกลั้นมันไว้ กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นระส่ำของเราทั้งสองคน เสมือนพายุไต้ฝุ่นที่พัดพาเข้าใส่กันและกันในคืนนั้น

 

 

 

เป็นอีกสิ่งหนึ่ง...

 

 

 

ที่ฉันไม่เคยลืมได้เลย...

 

 


Et puis je l'imagine habitant mon décor


และฉันก็จินตนาการถึงเธอในแบบที่ฉันอยากให้เป็น

 

 

 

จนกระทั่งวันนี้ที่เธอกลายเป็นบุคคลที่ฉันภูมิใจมากที่สุด ฉัน...ที่เคยได้เป็นอาจารย์คอยพร่ำสอนทั้งเรื่องการต่อสู้ทั้งเรื่องภาษาอิตาลี หรือกระทั่งเรื่องบนเตียง แม้ว่าฉันจะรู้สึกยินดีกับความสำเร็จของเธอ แต่ในใจ...กลับรู้สึกเจ็บปวดอ้างว้างเกินกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นภาษาหรือตัวหนังสือใดๆได้

 

 

 

เธอ...ที่บัดนี้กลายเป็นผู้พิทักษ์เมฆาแห่งวองโกเล่แฟมิลี่อย่างเต็มตัว แม้เคียวยะจะไม่เคยยอมรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้น แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธงานที่สึนะไหว้วานในฐานะผู้พิทักษ์เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

จากเด็กหนุ่มในวันวาน...ที่ฉันเคยได้สัมผัส และมอบความรักให้ กลายเป็นชายหนุ่มที่ฉันไม่อาจเอื้อมถึง...ไม่สิ...ฉันไม่เคยกล้าหาญพอที่จะเอื้อมมือไปไขว่คว้าเธอไว้เองต่างหาก

 

 

 

น่าสมเพชสิ้นดี...

 

 

 

ทุกวันนี้สิ่งที่ฉันทำได้ก็มีเพียงแค่เฝ้ามองอยู่ในที่ห่างไกล เพราะจุดที่ฉันยืนอยู่มันไม่คู่ควรกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

 

“ดีโน่...คุณพูดอะไรออกมาน่ะ!!” เสียงเอ่ยอย่างตกใจกับคำพูดที่ได้ยินก่อนหน้านี้ทำให้ร่างโปร่งแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง

 

 

 

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันเบื่อ...”

 

 

 

‘ฉันไม่ได้อยากจะพูดแบบนี้เลย’

 

 

 

“แล้วเธอเองก็มีทายาทให้ฉันไม่ได้...แต่ผู้หญิงคนนี้...ทำได้...”

 

 

 

‘ฉันไม่แคร์เรื่องนี้...ฉันเคยบอกเธอแล้วนี่นะ’

 

 

 

“ตั้งสิบปีแล้วนะ...”

 

 

 

‘สิบปีมาแล้วที่ฉันโอบกอดเธอด้วยอ้อมแขนนี้’

 

 

 

“ที่ฉันต้องทนกับการแต่ใจของเคียวยะ...”

 

 

 

‘ฉันทำทุกสิ่งให้เธอด้วยความเต็มใจเสมอ’

 

 

 

“ขอให้มันจบลงแต่เพียงเท่านี้เถอะ...”

 

 

 

‘แต่เพราะคำว่า...รัก...ฉันถึงต้องทำแบบนี้&