[Aufic-Khr][D18] La Mia Duchessa ch.9

posted on 02 May 2012 14:32 by isisneptra  in LaMiaDuchessa
 
 
 
 
 
Title : LA MIA DUCHESSA

Author : ISISNEPTRA (YUKINO...)

Pairing : D18

Rating : NC-18


----------------------------------


Announce : อีกครั้ง .... ประกาศรีไรท์เรื่องนี้นะจ๊ะ.....



Caution : หากมีตัวละครตัวไหนพาดพิงบุคคลจริง และหรือ อาจมีการพาดพิงถึงอำนาจของศาสนจักรอันมีอยู่จริงใสมัยนั้นๆ โปรดกรุณาอภัย เนื่องจากฟิคนี้แต่งขึ้นโดยความพึงใจของไรท์เตอร์ และจะถูกอ่านโดยความพึงใจของรีดเดอร์เช่นกัน ด้วยเจตนาอันดีมิได้ต้องการหลู่เกียรติแต่อย่างใด



Warning : RAPE + SM + DARK + ANGSTY + DRAMA + ROMANCE // Rating ของฟิคทั้งหมดมันจะมีตั้งแต่ PG-13 to NC-18 นะคะ



Short note : แปะของเก่าหากินอีกและ 55555



หมายเหตุ : กรุณาอย่านำฟิคนี้ไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตินะคะ

note : please do not post (or do some kind of copy in any part) this Fan Fiction before receiving permission.


----------------------------------






CAPITOLO NOVE








เช้าวันรุ่งขึ้นระหว่างที่เคียวยะกำลังลงมือแปรงขนให้เจ้าสคูโร่อยู่ ในใจหวนคิดถึงเรื่องที่เขาได้ตกเป็นของท่านดยุคในสภาพที่น่าเจ็บปวดใจถึงเพียงนั้น




...เหตุใดท่านจึงตระบัดสัตย์...




...ท่านเคยให้คำมั่นแก่ข้า...




...ว่าจักมิมีผู้ใดทำร้ายข้าได้อีก...




...แต่ท่านกลับทำร้ายข้าด้วยอุ้งหัตถ์ของท่านเสียเอง...




...แล้วไยท่านจึงกลับแปรเปลี่ยน...




...อ่อนโยนกับข้าถึงเพียงนั้น...




...ราวกับมิใช่คนผู้เดียวกัน...




...ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่ขอรับ...




...ท่านเป็นกระไรกันแน่ขอรับท่านดีโน่...




ยิ่งตรองยิ่งกังวล ยิ่งคิดยิ่งมิอาจเข้าใจ เด็กชายยื่นก้อนน้ำตาลเล็กๆหลายก้อนให้เจ้าม้าดำ ให้มันไล้เสียอยู่สักครู่จนหมด พาลทำให้คิดถึงเมื่อยามที่เขาไล้เลียนิ้วของชายหนุ่มขึ้นมา




...เหตุใดข้าจึงรู้สึกร้อนรุ่ม...




...ยามที่ได้กระทำเช่นนั้น...




...เหตุใดข้าจึงรู้สึกพึงใจ...




...และเหตุใดจึงรู้สึกเจ็บที่อก...




...แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังคงเจ็บอยู่เช่นเดิม...




“วันนี้ข้าพาเจ้าไปเดินเล่นดีกว่ากระมัง...เจ้าคงอยากออกไปเต็มแก่แล้วสินะ...” เด็กน้อยจูงบังเหียนม้าออกมายังลานด้านนอก



เคียวยะเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าแล้วค่อยๆนั่งลง ระวังไม่ให้บั้นท้ายกระแทกกับอานแรงนัก



“วันนี้แค่เดินเล่นนะสคูโร่...ข้าคงพาเจ้าไปวิ่งเล่นมิไหว...” แล้วเท้าทั้งสองจึงกระตุ้นม้าให้เดินไปข้างหน้า



เจ้าม้าหนุ่มสีดำเดินไปยังลานกว้างก้มลงเล็มยอดหญ้าที่เพิ่งแตกหน่อ แต่พลันทำหูตั้งชันแล้วเงยศีรษะขึ้นมองไปยังป่าด้านข้างแล้วจึงวิ่งเข้าไปทั้งๆที่เคียวยะพยายามชักบังเหียนกลับ



“อ...โอ้ย...อย่าไปสคูโร่...หยุดเดี๋ยวนี้...” แต่ความพยายามมิเป็นผลเจ้าม้าดำวิ่งเข้าสู่เงามืดของป่า ขณะที่สี่เท้าของมันกระทบพื้นเนื้อบั้นท้ายนุ่มๆก็กระแทกกับอานจนเด็กชายต้องส่งเสียงโอดโอยนิ่วหน้า กระทั่งเจ้าสคูโร่มาหยุดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่



สคูโร่ชูขาหน้าทั้งสองขึ้นแล้วกระทืบลงข้างๆเจ้าหมูป่าที่กำลังทำกระไรบางอย่างที่พื้น ทำให้หมูป่าน่ากลัวตัวนั้นตกใจวิ่งหนีไป



“เป็นกระไรไปสคูโร่...ข้าสั่งให้หยุดเจ้ามิหยุด...อ๊ะ...เจ้าคิดจะช่วยเจ้าตัวนี้รึ...” แล้วเหลือบไปเห็นบางสิ่งนอนแบบอยู่ที่พื้น



เด็กชายเคลื่อนตัวลงจากหลังม้าลงมาดูมือเล็กๆลูบบั้นท้ายที่กำลังระบมของตนเอง เจ้าของขนปุยสีเทาเข้มสลับขาวนอนขดตัวอยู่ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยโลหิตแห้งๆ ลูกหมาป่าตัวนั้นสั่นสะท้านยามที่เคียวยะเอื้อมมือไป แล้วส่งเสียงแยกเขี้ยวขู่



“มิเป็นไรดอก...ให้ข้าช่วยเจ้าเถิด...” แล้วปลดเสื้อคลุมของตนเองออกคลุมลงที่เจ้าขนฟูนั้นก่อนจะอุ้มมันขึ้นแนบอก



“ข้าจะพาเจ้าไปรักษาตัวนะ...มิต้องกลัว...” แล้วจึงกลับขึ้นหลังม้ากระตุ้นให้มันเดินออกจากป่า



“ท่านเฟียร่า...ท่านเฟียร่า...ข้าขอยา กับเข็มและด้าย...” เคียวยะวิ่งมาหาเฟียร่าที่ห้องครัว



“จะเอาไปทำกระไรรึ...มะ...หมาป่ารึนี่...ทิ้งมันไปเสียเคียวยะ...ทิ้งมัน...” หัวหน้าสาวใช้ตกตะลึงแล้วพยายามปัดลูกหมาป่าออกจากอ้อมแขนเด็กน้อย



“มิได้ดอกขอรับ...มันบาดเจ็บมาก...ข้าต้องทำแผลให้มันก่อน...” เด็กชายหันหลังใช้ตัวบังเอาไว้



“ตามใจเจ้าเถิด...ที่เจ้าต้องการอยู่บนชั้น...ไปหยิบเอา...จงระวัง...สัตว์หน้าขนมันเลี้ยงมิเชื่องนะเคียวยะ...” เฟียร่ากำชับขณะที่เคียวยะเอื้อมมือไปหยิบล่วมยาบนชั้น



หล่อนรักเคียวยะดังลูกในไส้ ลูกที่หล่อนมิอาจมีได้เพราะเมื่อยังเยาว์หล่อนแท้ง อวัยวะภายในจึงบอบช้ำเสียหายเกินกว่าจะสามารถตั้งครรภ์ได้อีก



“ระวังให้ดีเชียว...” เฟียร่ากำชับอีกครา



“ขอรับ...ท่านแม่...ฮึๆๆ...” เคียวยะกล่าวออกมาประชดประชันกึ่งขบขันเล็กๆโดยมิได้คิดสิ่งใดแต่กลับทำให้เฟียร่าเต็มตื้นในดวงใจยิ่งนัก



เด็กน้อยมิกล้านำเจ้าลูกหมาป่าขนฟูขึ้นไปชั้นบนเพราะยังมิได้ทำความสะอาดจึงลอบพาเข้ามารักษาในห้องดนตรีที่มิค่อยมีใครใช้ มือเล็กๆหยิบผ้าซับน้ำอุ่นค่อยๆเช็ดทำความสะอาดรอยเปื้อน และคราบเลือดจนสะอาดจึงเห็นรอยแผลที่แก้มภายใต้ขนปุกปุย



เข็มและด้ายค่อยๆเย็บพยายามให้เบามือมากที่สุด ระหว่างที่หมาป่าตัวน้อยส่งเสียงขู่ และเสียงครางออกมาเป็นระยะจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย



“ข้าจัดการแผลให้เจ้าแล้วนะ...พักเสียก่อนแล้วอีกสองสามวันข้าจะพากลับไป...” เด็กน้อยเดินไปที่ประตู



ก่อนที่เคียวยะจะเอาอุปกรณ์ทั้งหลายไปเก็บนั้นเขาพบว่าท่านพ่อบ้านเชิญเแขกท่านหนึ่งเข้ามา เป็นชายในชุดโรปศักดิ์สิทธิ์รุ่มร่าม สีดำสลับแดง ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปยังห้องรับแขกที่อยู่ถัดไป



“คงจะเป็นท่านคาร์ดินัลมิคาเอล...”



ด้วยความอยากรู้จึงได้เดินไปแอบลอบมอง โดยหารู้ไม่ว่าท่านดยุคที่กำลังเดินลงมาได้เห็นกิริยาทั้งหมดเข้าเสียแล้ว




...สอดรู้นักนะเจ้าเด็กน้อย...




...ข้าอยากรู้นักว่า...




...เจ้าจักกล้าทำดั่งนี้อีกรึไม่...




...หากเจ้าถูกข้ากลั่นแกล้งเสียบ้าง...




ใจจริงแล้วเริ่มรู้สึกหวงมากกว่าที่เคียวยะให้ความสนใจกับแขกผู้มาเยือนอย่างกระทันหันเช่นนี้




...อย่างไรเสีย...




...ให้รอไปก่อนคงจะมิเป็นไร...




ชายหนุ่มเดินลงมาเสียงฝีเท้าใกล้ตัวเคียวยะมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเด็กน้อยหันมา ดวงตาสีราตรีเบิกกว้างแล้วหันหลังกลับไปทางห้องครัว แต่ถูกคว้าตัวไว้เสียก่อน



“มิโอ ซินญอร์...อุ้บ...” ยังมิทันได้กล่าวกระไรก็ถูกชายเจ้าชีวิตจุมพิตเข้าเสียก่อน



แขนแกร่งรั้งตัวเคียวยะขึ้น ล่วมยาร่วงหล่นลงสู่พื้นก่อนที่ร่างแกร่งจะโอบอุ้มร่างเล็กๆเข้าสู่ห้องดนตรี



“เจ้าคิดจะทำกระไร...แอบลอบมองแขกของข้าเช่นนี้...หืม...” ท่านดยุคยังคงโปรยจุมพิตทั่วใบหน้า



มือหนาทั้งสองข้างเริ่มปลดชุดของเคียวยะออก แววตาหิวกระหายราวกับสัตว์ป่าเริ่มฉายชัดขึ้นจนเคียวยะสังเกตเห็น ร่างเล็กจึงเริ่มเดินถอยหลังหนี ร่างแกร่งสูงตามมาจนกระทั่งหลังของเด็กชายกระทบกับพื้นผิวเย็นเฉียบ




...กำแพงหิน...




พลันเจ้าหมาป่าตัวน้อยที่ถูกเคียวยะพามารักษากระโจนขึ้นงับที่แขนของดีโน่ แต่ด้วยความอ่อนแรงและยังเล็กอยู่มากจึงทำได้แค่เป็นรอยเขี้ยวที่บุ๋มลงไปเท่านั้น แล้วก็ต้องลงไปกองกับพื้นเพราะชายหนุ่มสะบัดมันตกลงไป



“หึ...เจ้าช่วยมันมารึ...เอาของเข้าบ้านโดยมิได้บอกกล่าวแก่เจ้าของบ้านนั้น...เสียมารยาทนะเคียวยะ...” ชายหนุ่มประกาศออกมา



“เจ้าจะต้อง...ถูกลงโทษ...” เสียงทุ้มนุ่มกระทบโสตประสาทผ่านแก้วหูเสียงนั้นแหบพร่าราวกับกำลังมีความต้องการอย่างมาก



ริมฝีปากเริ่มรุกไล่ที่ซอกคอและไหล่ขาวเนียน ร่างเล็กๆที่พยายามดิ้นรนนั้นดิได้เป็นอุปสรรคแก่ชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย



“ทะ...ท่านดีโน่หยุดเถิด...ข้า...เป็นผู้ชายนะขอรับ...”



เด็กน้อยพยายามเบือนหน้าหนีการจุมพิตนั้น แต่ดีโน่ใช้มือยึดให้หันมาประจันหน้ากัน



“แล้วอย่างไร...แม้เจ้าเป็นชาย...ข้าก็ได้เจ้ามาหลายคราแล้วมิใช่รึ...อย่าได้ทำเป็นเขินอายเลย...”



ดยุคหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบเย็น ราวกับมิได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กน้อยต้องสูญเสียไปแม้แต่น้อย วาจาของผู้ที่ได้พรากสิ่งสำคัญไปเอ่ยออกมาทิ่มแทงจิตใจเช่นนั้น ย้ำเตือนเช่นนั้น พาลให้ทำนบน้ำตาพังทลาย



“อย่าแตะต้องตัวข้านะ...ท่าน...ท่านมันคนไร้จิตใจ...ฮืออ...คนใจร้าย...ฮืออ...”



เคียวยะเริ่มดิ้นรนทุบตีชายเบื้องหน้าไปทั่ว ทั้งเท้าเล็กๆก็พยายามเตะถีบผลักไสให้ชายหนุ่มต้องถอยไป ดีโน่จึงคว้ามือทั้งสองนั้นรวบไว้ เท้าทั้งสองที่เตะปะป่ายไปมาถูกจับยกให้คร่อมอยู่บนเข่าของเขา กางเกงผ้าถูกปลดลงมาแล้วบั้นท้ายจึงเสียดสีกับต้นขาของท่านดยุค



“อึก...ข้าขอเถิด...อย่าทำข้าอีกเลย...ข้ากลัวแล้ว...ฮือ...”
   


“อย่าได้กลัว...เคียวยะ...ในเมื่อเจ้าทนมาได้หลายคราแล้ว...อีกสักคราก็คงมิต่างสักเท่าใดดอก...”



ดีโน่มอบจูบสั้นๆให้แต่นั่นก็มิได้เพียงพอต่อการเล้าโลมคู่ของเขาแม้แต่น้อย เคียวยะยังคงร่ำไห้ปากเล็กส่งเสียงอ้อนวอนขอร้อง อย่าได้ดำเนินกิจกรรมอันทารุณร่างกายและจิตใจเขาเลย



ร่างแกร่งปลดปล่อยความต้องการที่แข็งขึงเต็มที่ออกมาจากกางเกงหนังสีเข้ม แขนแข็งแกร่งทั้งสองสอดเข้าใต้เรียวขาเล็กทั้งสองยกมันขึ้นแล้วใช้มือโอบที่บั้นท้ายไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับกำแพงเย็นเฉียบ แล้วกดสอดบางสิ่งที่ใหญ่โตร้อนรุ่มเข้าไปในร่างกายที่บอบบางกว่ามาก



“อ๊ะ...โอ้ย...ฮึก...”



ร่างกายที่มิได้ถูกตระเตรียมปริฉีกขาดออกจากกัน หยาดโลหิตไหลซึมลงสู่ต้นขาดีโน่ และแล้วเขาก็เริ่มเคลื่อนกายสอดแทรกลึกล้ำสลับกับถอดถอนจนเกือบหมดด้วยจังหวะหนักหน่วงจนกระทั่งเด็กน้อยเริ่มส่งเสียง



“ฮะ...เจ็บ...ข้าเจ็บ...ฮืออ...อ๊ะ...”



“หึ...ท่านคาร์ดินัลอยู่ห้องข้างๆนี้...หากเจ้าอยากให้ข้าหยุด...อึก...จงกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากท่านสิ...”



“แต่หากเจ้าทำเช่นนั้น...ฮะ...ข้าจะถูกโยนเข้าคุกรอประหารทันที...”



ดวงตาราตรีกาลเบิกกว้าง ขณะที่นายหนุ่มยังคงเคลื่อนกายเข้าหาหนักหน่วงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ




...ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร...




...ในเมื่อ...




...ท่านช่วยข้ามาจากที่แห่งนั้น...




...แล้วข้าจะทำร้ายท่านได้เยี่ยงไรเล่า...




มือเล็กๆทั้งสองเลื่อนขึ้นตะครุบปากบางน้อยๆของตนเพื่อกลั้นเสียงร้องอันน่าอับอาย และเสียงแห่งความเจ็บปวดร้าวลึกในเรือนกาย



“เจ้าเลือกแล้วสินะเคียวยะ...”



เคียวยะเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตาผละมือออกจากปากเล็กน้อยแล้วฝังคมเขี้ยวลงตรงรอยสักที่คอของเจ้านายหนุ่ม จนเลือดสดๆไหลรินซึมลงที่ทูนิค



“เขี้ยวเจ้าช่างคมแท้...อา...กล้ากัดข้าเช่นนี้...เจ้าคงแค้นข้ามาก...”



แล้วชายหนุ่มก็กัดขบสร้างรอยให้บ้าง ตามซอกคอ ไหล่ขาวนวลที่เผยออกยามทูนิคไหลเลื่อนลงมาคลอเคลียต้นแขนเพราะแรงกระแทก



“อะ...ฮะ...ฮือ...อือ...”



มือน้อยยังคงปิดป้องปากของตนอย่างยิ่งยวดแต่เสียงยังคงเล็ดลอดออกมาเบาๆเป็นระยะ ร่างกายถูกบดเบียดกับกำแพงเย็นชืดจนนึกไปว่าอาจกลายเป็นเนื้อเดียวกับกำแพงในไม่ช้า



“ฮือ...อือ...ฮะ...ฮืออ...”



แม้จะมีมือหนารองรับที่บั้นท้ายและสะโพก แต่ร่างกายยังรู้สึกถึงการกระแทกรุนแรงที่บดเบียดลึกขึ้นทุกขณะรวมถึงการกระแทกกระทบกำแพงหินเบื้องหลังได้เป็นอย่างดี ทุกการเคลื่อนไหวทำให้เจ็บแปลบ เลือดยังไหลรินสู่ต้นขาแกร่งและกางเกงหนัง จนกระทั่งชายหนุ่มมิอาจขืนอารมณ์ปรารถนาร้อนแรงของตนได้อีก



มือหนากดรั้งสะโพกน้อยให้แนบชิดกับกายเขาจนสามารถฝากฝังได้หมด แล้วมอบผลผลิตแห่งการร่วมกามกิจให้ร่างน้อยๆที่สั่นกระตุกไปทั้งร่าง



“ฮึก...อ๊ะ...อื้ออออ...”



มือที่ปกปิดเสียงครางแหบพร่า และเสียงร้องน่าอับอายค่อยๆคลายออกระหว่างที่ดยุคหนุ่มถอดถอนกาย แม้ร่างเล็กจะรู้สึกเจ็บแต่ยังห่างไกลจากความแสบร้อนในช่วงแรกมากนัก หยดน้ำสีใสยังไหลกลิ้งลงที่ใบหน้าและลำคอขาว



ร่างแกร่งจัดชุดให้เข้าที่แล้วโอบอุ้มเด็กชายที่อยู่ในสภาพเกือบเปลือยขึ้นห้อง ชายหนุ่มผลัดเสื้อผ้าที่ชุ่มโชก ทั้งคราบเหงื่อ คราบราคะ คราบโลหิต ในขณะที่เคียวยะหลับไหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน



ดีโน่ลงมาพบกับซานซัส เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะ ไร้ไอร้อนลอยขึ้น แสดงว่าคงตั้งอยู่เช่นนั้นนานพอสมควรแล้ว



“จะมิดื่มรึ...ซานซัส...” เจ้าของเรือนใหญ่โตเอ่ย



“เป็นเจ้าจักดื่มลงรึ...หากมีคนกำลังเริงรักอยู่ในห้องข้างๆนี้...” ซานซัสกล่าวเงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่าย



“หากเจ้ามิใช่สหายข้า...ข้าคงจับเจ้าไปจำตรุแล้ว...รู้ทั้งรู้...ยังกระทำ...”



“เอาเถิด...อย่างไรเสีย...ก็ทำไปแล้วจักฟื้นฝอยหาตะเข็บไปเพื่อกระไร...ท่านเองก็ได้สควอโล่ตั้งแต่มันอายุเพียง 16 เท่านั้นมิใช่รึ...” ดีโน่เอ่ยขณะทิ้งตัวลงที่เก้าอี้



“หึ...ก็เพราะเช่นนั้นอย่างไร...ข้าจึงได้ปิดปากเงียบเรื่องเจ้า...เอาเถิด...วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญต้องแจ้ง...ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้ข่าวของน้องชายเจ้า...จักมิใคร่ได้ความนัก...หากครานี้ยังมิมีการเปลี่ยนแปลง...คงต้องส่งเจ้าไปสืบแทน...”



“และสิ่งนี้...เจ้าพอรู้รึไม่ว่าหมายถึงกระไร...” ซานซัสหยิบเศษไม้ที่มีตราอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วส่งให้ดีโน่



“ดูคุ้นตา...ราวกับเคยเห็นที่ตลาดค้าทาสนั่น...ข้ามิแน่ใจนักขอข้าไว้ก่อนจะได้รึไม่...”



“ได้...ข้าลอกแบบไว้และแจกจ่ายให้สมาชิกระดับสูงแล้ว...อ่อ...น้องชายเจ้ายังมิรู้เรื่องนี้...” ซานซัสกล่าวเพราะดีเอโก้เป็นสมาชิกในระดับล่าง มิใช่ผู้ร่วมก่อตั้งองค์ลับนี้ขึ้นดังเช่นตัวเขาและท่านดยุค



“ขอได้โปรด...อย่าเรียกมันว่าน้องชายข้า...จะเรียกมันเป็นตัวกระไรสุดแต่ท่าน...ข้ามิอยากแม้แต่จะนับญาติกับคนอ่อนปวกเปียกเช่นนั้น...” ดีโน่เอ่ยเรียบๆ



“เช่นนั้นรึ...มิใช่ว่าเจ้า...แค้นเคืองที่มันทำให้เจ้าถูกส่งไปรบหรอกรึ...” ซานซัสขบขัน



“หึ...อา...แล้วคืนนี้ท่านจะแวะไปหาสควอโล่รึไม่...ข้าจะฝากของไปให้อยู่พอดี...ใบชาจากซีลอน...ราคาแพงลิบเชียว...แต่ข้ามินิยมชาแดงซีลอนสักเท่าใดนัก...ข้าชื่นชอบชามะลิจากจีนมากกว่า...” ดยุคกล่าวพร้อมยกกระดิ่งขึ้นลั่นอยู่สองสามครา แล้วโรมาริโอ้ก็เข้ามา



“มิโอ ซินญอร์...มีกระไรให้ข้ารับใช้ขอรับ...”



“ไปนำชาแดงซีลอนที่ซินญอร่าโรเนด้า...มอบเป็นของกำนัลแก่ข้ามาให้ท่านคาร์ดินัล...” จากนั้นไม่นานนักโรมาริโอ้ก็กลับมาพร้อมหอสีน้ำตาลขนาดย่อมๆ



“ข้าฝากชานี่...ให้สควอโล่ด้วยนะท่านซานซัส...” ดีโน่หยิบห่อของส่งให้



“ได้สิ...ขอบใจที่หาเรื่องให้ข้าไปพบเขาได้นะ...” ซานซัสกล่าวส่งยิ้มให้ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจากไป



“มิเป็นไรดอก...เราทั้งสามเป็นสหายกันมิใช่รึ...” แล้วก็ลุกขึ้นโค้งให้ก่อนอีกฝ่ายจะจากไป



ดีโน่จึงขึ้นไปหาเคียวยะที่ยังคงนอนอยู่ ชายหนุ่มจัดการชำระกายให้ร่างที่ยังไร้สติ เพราะรู้ว่าเด็กคนนี้ชอบให้ร่างกายสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ตั้งแต่ที่เขาสั่งสอนให้ต้องชำระกายในคืนแรกที่พบกัน



จากนั้นก็พาร่างเล็กมาพักผ่อน ร่างกายนั้นเริ่มร้อนผะผ่าว สีแดงเรื่อซับขึ้นมาน้อยๆทั่วร่างดีโน่จึงรู้ว่าเด็กน้อยคงจะมีไข้ ท่านดยุคเดินลงไปสั่งให้เฟียร่าต้มยา แล้วนำขึ้นมาป้อนลงคอเด็กน้อยด้วยตัวเอง



สายตาที่มองทอดไปยังร่างบนเตียงกว้างใหญ่นั้นแทบจะซ้อนทับกับภาพมารดาที่สิ้นใจไปแล้วของเขา ทั้งๆที่เขาเฆี่ยนม้าจนมือแทบหัก แต่ก็ยังมิทันดูใจมารดาบุพการีหนึ่งเดียวของเขา




.



.



.




“ท่านแม่...ฮึก...ไยท่านจึงมิรอข้า...ไยท่านจึงด่วนจากไป...”



ดีโน่คุกเข่าอยู่ข้างเตียง ร่ำไห้อย่างมิได้สนใจสายตาของผู้ใด มารดาที่รักเขาสุดหัวใจต้องสิ้นชีวาไปยามที่เขาควบม้าข้ามเมืองมาถึง 4 วันโดยมิได้หยุดพัก แต่นั่นก็ยังมามิทันการ



มือหนาที่เคยใช้จับดาบ และแส้อาวุธประจำกาย เข้าฟาดฟันศัตรูบัดนี้กุมมือซีดเซียวไร้สีเลือดอันเย็นเฉียบของหญิงที่มีวัยเพียง 34 ปี มือนั้นบีบสิ่งที่เย็นเฉียบไว้แนบแน่นราวกับว่าหากทำเช่นนั้นแล้วหัตถ์ของมารดาจะอุ่นขึ้นบ้าง



“โรมาริโอ้...ใครทำให้ท่านแม่เป็นเยี่ยงนี้...ตอบข้ามา...” ดีโน่กล่าวน้ำเสียงกราดเกรี้ยวขณะหลั่งน้ำตาซุกซบที่มือเย็บชืด



มิมีเสียงตอบกลับจนกระทั่งตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง ร่างแกร่งที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นไห้เริ่มสงบนิ่ง หยาดน้ำตาแห้งเหือด ดีโน่ค่อยๆยันกายลุกขึ้น หันมาเผชิญหน้ากับพ่อบ้าน



“เจ้ายังมิได้ตอบข้า...มันเป็นใคร...จงเล่ามาให้หมด...มิเช่นนั้นข้าจักถือว่าเจ้าเป็นศัตรูข้า...” ดีโน่เอ่ยน้ำเสียงเรียบเย็นควบคุมอารมณ์ได้แล้ว



“ในเพลานี้...หน้าต่างนั้นมีหู ประตูก็มีช่อง...” โรมาริโอ้กระซิบเสียงแผ่วในตอนท้ายก่อนจะส่งสายตาไปยังประตูเบื้องหลัง




...มีคนกำลังแอบฟัง...




...มันให้คนคอยสอดแนมตลอดเพลาเชียวรึ...




...หากมันต้องการเป็นอริกับข้านัก...




...ก็ถึงเพลาที่ข้าจะประกาศสงครามกับมันเสียที...




ชายหนุ่มเดินไปทางประตูเงียบเชียบไร้เสียงฝีเท้า เพราะเขาฝึกฝนในสนามรบจนชินชากับการเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบารวดเร็ว ประตูเปิดออกอย่างแรงทำให้ร่างที่กำลังแอบฟังอยู่กลิ้งเข้ามาในห้องทันที



ผั่วะ



ผลั่ก



กร๊อบ



“อุ่ก...อั่ก...” ร่างของชายหนุ่มที่ได้รับคำสั่งให้มาแอบสอดแนมถูกเท้าของของดีโน่เสยเข้าที่คาง ก่อนจะถูกกระทืบซ้ำที่หน้าอกจนเกิดเสียงที่แสดงให้รู้ว่าซี่โครงคงหักไปหลายซี่แน่ๆ



ร่างนั้นกระอักโลหิตออกมา



“ใครส่งเจ้ามา...ตอบข้า...” บารอนหนุ่มเอ่ยอย่างเย็นชา สีหน้าไร้อารมณ์ แต่ชายหนุ่มทาสรับใช้มิได้ตอบสิ่งใด



ผลั่ก



กร๊อบ



“ข้ามิมีเพลาเล่นกับเจ้านานนัก...ตอบข้ามา...อย่าให้ข้าต้องเอ่ยอีก...” ดีโน่กระทืบซ้ำอีกคราเสียงกระดูกหักดังขึ้นอีก



“อัก...ซะ...ซินญอร่า...แอน...แอนนิต้า...” ชายคนนั้นตอบแทบไร้เรี่ยวแรงจะเอ่ยสิ่งใด เพราะซี่โครงที่หักคงทิ่มเข้าปอดไปแล้ว



“งั้นรึ...มีใครอีก...นอกจากเจ้าที่ทำงานให้นาง...” พร้อมขยี้เท้ากดลงให้เจ็บปวดมากขึ้นอีก



“อึก...ท...ทาส...ทุกคน...ที่นาง...พามา...” ยังมิทันได้ร้องขอชีวิต



ดาบโทเลโด*ปักเข้ากลางกระโหลกของร่างที่ถูกกระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นห้องนอนยามที่ดาบถูกถอนออกมาจากหว่างคิ้ว



[ดาบโทเลโด TOLEDO SWORD เป็นดาบที่ตีขึ้นในเมืองโตเลโด้ของสเปนนะคะ เป็นดาบที่มีลักษณะบาง เรียวยาว แหลมคม และมีน้ำหนักเบากว่าดาบในสมัยเดิมที่มีขนาดใหญ่และทื่อ (เนื่องจากใช้ในการกระแทกและฟันดาบลงที่ชุดเกราะจึงไม่จำเป็นต้องคมมากนัก บางครั้งดาบโบราณชนิดนี้สามารถใช้เป็นโล่ได้) เป็นวิวัฒนาการของดาบที่อัศวิน หรือนักรบใช้ในช่วงยุคกลางหรือราวศตวรรษที่ 14-15 ค่ะ ทำให้สามารถแทงเข้าไปในส่วนที่เป็นช่องว่างระหว่างชุดเกราะเหล็ก อาทิ ใต้รักแร้ ช่องดวงตา หรือคอ แต่ดาบประเภทนี้ยังไม่เสถียรนัก ยามที่ชักออกจากฝักแล้วส่วนปลายดาบจะตวัดสั่นเล็กน้อย หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือคุ้นชินกับดาบโทเลโดเล่มนั้นๆ อาจถูกคมดาบตวัดมือขาด หรือทำให้ตัวเองบาดเจ็บได้
ดาบโทเลโดในภายหลังพัฒนาเป็นดาบราเพียร์ RAPIER ที่จะยิ่งเรียว เล็ก แหลมมากขึ้นซึ่งถือกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ภายในประเทศอิตาลีนะคะ
ดาบอัศวินโทเลโดปัจจุบันยังคงมีใช้กันอยู่ในหมู่มาทาดอร์ที่สู้กระทิงในปะเทศสเปน ซึ่งจะใช้ดาบประเภทนี้ในการพิชิตกระทิงในสนามด้วยการแทง หลายดาบ กว่าที่กระทิงตัวหนึ่งจะตายโดยเฉลี่ยใช้ดาบประมาณ 12-20 เล่มค่ะ]



“แล้วเจ้าจะตอบข้าได้รึยัง...” ดีโน่หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดดาบของตนก่อนจะเก็บเข้าฝัก



“ขอรับ...ระหว่างที่นายน้อยมิอยู่ที่นี่...ซินญ...เอ่อ...นางแอนนิต้า...เข้ามาพูดคุยกับ...ลา มีอา ซินญอร่า...จากนั้นซินญอร่าก็มักจะเซื่องซึม...และคราสุดท้ายที่นางมาเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ก่อน...ซินญอร่าอาเจียนออกมาเป็นโลหิต...และอาการทรุดลงจน...สิ้นใจ...เมื่อคืนวาน...” โรมาริโอ้กล่าว ทุกสิ่งแจ้งแก่ใจดีโน่แล้ว



“เจ้าจะอยู่ฝ่ายใคร...จงกล่าวออกมา...” ดีโน่วางมือลงที่ชุดเครื่องศิราภรณ์ทองคำที่ประดับทับทิมแซมด้วยนิลเล็กๆ นิ้วเรียวไล้ไปตามอัญมณีน้ำงามที่มารดารักหนักหนา



“มิว่าจะเมื่อใด...ความภักดีของข้าอยู่ที่ท่าน...” โรมาริโอ้ตอบพร้อมกับโค้งให้นายน้อยของเขา



“ดี...เรียกสไควร์ของข้ามา...รวมถึงอัศวินที่ภักดีต่อข้าทั้งหมด...ข้าจะจัดการมันคืนนี้เสียเลย...” บารอนหนุ่มเอ่ยอย่างเยือกเย็น



(สไควร์ SQUIRE และต้นห้องก็คือเด็กรับใช้ส่วนตัวเหมือนกันค่ะ แต่จะต่างกันตรงที่ สไควร์เป็นเด็กรับใช้ของอัศวิน มีหน้าที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนายของตน ทำหน้าที่ถืออาวุธ โล่ และสับเปลี่ยนอาวุธให้เจ้านาย รวมถึงการใช้ตนเองเข้ารับความตายแทนเจ้านายในสนามรบด้วย สไควร์จะเป็นตำแหน่งที่รับหน้าที่ดูแลเจ้านายในสนามรบ และดูแลเรื่องอาวุธยุทธโธปกรณ์เป็นหลัก
แต่ต้นห้องจะเป็นเด็กรับใช้ส่วนตัวในลักษณะของการดูแลเรื่องเครื่องแต่งกาย เครื่องปรุงน้ำหอม อาหาร น้ำอาบ จัดเตียงทำความสะอาดห้องนอน อาจจะต้องร่วมหลับนอนกับเจ้านายเป็นบางครั้ง แต่ต้นห้องจะเป็นผู้ที่ล่วงรู้ความลับ และเข้าใจความต้องการของเจ้านายมากกว่า รวมไปถึงได้รับความไว้วางใจมากกว่า
ต้นห้องบางคนได้รับหน้าที่ดูแลกุญแจห้องเก็บสมบัติ และห้องนอนของเจ้านายแต่ผู้เดียวก็มี ดังนั้นคนที่จะมาเป็นต้นห้องจำเป็นจะต้องเป็นคนที่เจ้านายไว้ใจได้มากที่สุด หรืออาจจะต้องถูกปลูกฝังมาตั้งแต่กำเนิดเลยว่าต้องรับใช้เจ้านายตนแต่ผู้เดียว
จากหลักฐานเอกสารโบราณนั้นมีหลายครั้งที่อ้างอิงถึงการปลิดชีพตนเองด้วยความเต็มใจของต้นห้อง ในกรณีที่เจ้านายของต้นห้องผู้นั้นเสียชีวิตลง ในสมัยโบราณชนชั้นสูง เช่น จักพรรดิ์ จักพรรดินี กษัตริย์ ราชินีมกุฏราชกุมาร มกุฏราชกุมารี แกรนด์ดยุค แกรนด์ดัสเชส และดยุค ดัสเชส เท่านั้นถึงจะมีต้นห้องไว้รับใช้)



ดีโน่นั่งรอที่เก้าอี้บุนวมสีน้ำตาลแก่ หันหลังให้ประตู หลังจากนั้นมินานนักโรมาริโอ้กลับมาพร้อมกับสไควร์จำนวนหนึ่ง และอัศวินอีกหลายนาย ที่ยังงุนงงกับการเรียกตัวเร่งด่วน



“ข้าออกไปลำบากลำบน...พิสูจน์ตนเองที่สนามรบจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นบารอน...หน้าที่ของพวกเจ้าต่อตระกูลข้า...คือดูแล...ปกป้อง...เหล่าเด็ก และผู้หญิงในตระกูล...เมื่อข้ากลับมาข้าหวังจะได้เห็นอัศวินที่พร้อมรบ...ที่พร้อมจะปกป้องบ้านของตน...หึ...”



“แต่พวกเจ้ารู้รึไม่ข้ากลับพบว่า...เหล่าอัศวินที่ข้าเคยภูมิใจในตัวพวกเขา...กลายเป็นสุนัขกันไปหมดเสียแล้ว...” ดีโน่ลุกขึ้นหันหน้าเผชิญกับชายฉกรรจ์ทั้งหลายมิมีผู้ใดกล้าเอ่ยกระไรออกมา ยามได้เห็นสีหน้าของดีโน่




หนุ่มน้อยที่พวกเขาเคยรักใคร่ราวกับพี่น้อง




บัดนี้แปรเปลี่ยน




เป็นชายหนุ่มร่างแกร่งกำยำ




มองเพียงชั่วครู่




ก็รู้ได้ว่าจักต้องมีฝีมือที่ร้ายกาจมากเป็นแน่




“นางโสเภณีข้างถนน...พวกเจ้าเรียกมันว่ากระไรนะ...ซินญอร่าแอนนิต้า...หึ...สุนัขที่รับใช้โสเภณีข้างถนน...ย่อมเป็นสุนัขข้างถนน...และข้า...จะมิเลี้ยงดูสุนัขข้างถนนดอกนะ...”



“คืนนี้ข้าจะล้างบางมันให้สิ้น...ใครที่ภักดีต่อข้าจงแสดงตัว...คุกเข่าลงเบื้องหน้าข้า...สาบานออกมาว่าจักรับใช้ข้า...หาไม่แล้วข้าจะถือว่ามันเป็นศัตรูที่ฆ่ามารดา...และข้าจักมิปล่อยมันไว้...” บารอนหนุ่มกล่าวจบก็ชักดาบออกมา ดวงตาสีเข้มทอประกายเรืองโรจน์คมกริบจ้องมองเหล่าอัศวินที่ยืนชิดติดกันอยู่ในห้อง



ชายฉกรรจ์เริ่มคุกเข่าลงเอ่ยถ้อยสัตย์สาบานทีละคนจนกระทั่งมีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหลังพยายามหาทางออกไปจากห้องนั้น ดาบโทเลโดประจำกายที่ยึดได้จากแม่ทัพของสเปนหลังถูกเขาปลิดชีพ ก็หลุดออกจากมือของดีโน่



ฉึก



ดาบเรียวเล็กเปล่งประกายสีแดงฉานยามโลหิตไหลรินลงตามความยาวของใบดาบ ด้ามยังสั่นระริกราวกับยินดีที่ส่วนปลายอันแหลมคมได้เสียบทะลุคอของสิ่งมีชีวิตและปักลงที่ประตูไม้หนา



“หากผู้ใดกล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ก่อนที่แผนการจักลุล่วง...ข้าจะให้มันได้รับรู้ความเจ็บปวด...ราวกับตายทั้งเป็น...” ดีโน่เอ่ยเสียงเยียบเย็นระหว่างที่เอื้อมมือไปดึงดาบออกมา หยาดโลหิตพุ่งกระจายเต็มใบหน้าของอัศวินที่ยืนอยู่ใกล้ร่างที่สิ้นใจในฉับพลัน



“คืนนี้ยามจันทราขึ้นตรงศีรษะ...ข้าจะลงมือ...พวกเจ้ามีหน้าที่สนับสนุนข้า...ในทุกๆทาง...” จากนั้นดีโน่จึงเริ่มแถลงแผนการของเขาแก่เหล่าอัศวินที่สาบานว่าจะรับใช้เขาแทนดยุคคนปัจจุบัน



ยามรัตติกาลคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ ท้องนภาแดงฉานย้อมจนดวงเดือน ดารา กลายเป็นสีโลหิตราวกับรู้ว่าในราตรีนี้การเข่นฆ่ากำลังจะบังเกิด



เหล่าชายฉกรรจ์พร้อมด้วยอาวุธ รวมตัวกันตามจุดอับของอาคาร ทั้งภายใน และภายนอกปาลาซโซ่ ดีโน่ในชุดขี่ม้าสบายๆเดินไปยังห้องที่มีเสียงขบขันดังลอดออกมา



ปัง



โครม



บารอนหนุ่มใช้เท้ายันบานประตูห้องนอนจนมันพังเพยิบห้อยสั่นไหวตามแรง บิดาของเขากำลังเริงรักกับนางโสเภณีน่าขยะแขยงไร้สกุลโดยที่นางนั่งคร่อมอยู่เบื้องบน ร่างเปลือยทั้งสองตกใจเมื่อเห็นเขาพังประตูแล้วเดินเข้ามา



ดีโน่ตวัดแส้คู่กายรัดคอแอนนิต้าแล้วกระชากให้ร่วงลงที่พื้น ก่อนจะใช้เท้าเหยียบลงบนใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมเสียหนาเตอะ



“ท่านพี่ช่วยข้าด้วย...โอ้ยย...” แอนนิต้าร้องขอความช่วยเหลือ



“ดีโน่...ปล่อยนาง...มิเช่นนั้นข้าจะ...” ยังมิทันได้เอ่ยคาดโทษ



“จะกระไรรึขอรับ...จักปลิดชีวิตข้าเสียรึขอรับ...เอาสิขอรับ...ข้ามิเคยคิดหนีท่านแม้แต่คราเดียว...เพราะมีเพียงท่านที่ผลักไสข้าอยู่ทุกเพลา...” บารอนหนุ่มเอ่ยราวกับหวาดกลัวแต่กลับเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเหี้ยมเกรียมในตอนท้าย



“เจ้า...ไอ้คนไร้สำนึก...ข้าเลี้ยงดูเจ้ามา...ให้การศึกษาแก่เจ้า...” ดยุคสูงวัยกล่าวใบหน้าอวบๆแดงขึ้นเพราะความโกรธ



“หึ...ผู้ที่ไร้สำนึกคือท่าน...อีนางนี่มันฆ่ามารดาข้า...มันฆ่าดัสเชสของท่าน...ท่านยังกกกอดมันได้อย่างหน้ามิอาย...”



“ข้าขยะแขยงพวกท่านเหลือเกิน...” ดีโน่เอ่ยก่อนจะกระตุกดึงแส้ออก



“ลากตัวมันออกไป...แต่งตัวเสีย...ข้ายังมิอยากเห็นของเหี่ยวๆของท่าน...” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะพยักหน้าให้อัศวินนายหนึ่งแล้วหันหลังเดินจากไป โดยทิ้งอัศวินนายนั้นไว้หน้าห้องรอให้ท่านดยุคออกมาแล้วพาไปยังห้องทรมานในคุกใต้ดิน



ฟึ่บ



เพี้ยะ



ปลายแส้ตวัดฟาดจนเลือดกระเซ็นไปทั่วห้องตามแรงสะบัด ร่างของหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาเลี้ยงไร้สติไปนานแล้ว หลังจากที่ท่านดยุคเดินเข้ามาก็ถูกผลักให้ทรุดร่างลงที่เก้าอี้และถูกจับมัดในทันที



“เจ้า...ทำเช่นนี้ได้อย่างไร...เจ้าบีบคั้นข้าเพียงนี้ได้อย่างไร...เจ้า...เจ้า...” ชายสูงวัยเอ่ยเสียงสั่นเครือ



“...เช่นเดียวกับที่ท่านส่งข้าไป...เพื่อให้ตายเยี่ยงสุนัขไร้เจ้าของในสมรภูมิ...ผิว่าหากข้าตาย...ดีเอโก้จักได้เป็นดยุคแทน...เช่นเดียวกับที่ท่านปล่อยให้ท่านแม่สิ้นใจเพราะอีนางสารเลวนี่...”



“ท่านมิเคยใยดีข้ากับท่านแม่อีกเลยหลังจากรับมันเข้ามา...ท่านยกย่องมันเหนือท่านแม่...ที่ข้ากระทำเช่นนี้...ยังมิสาแก่ใจเสียด้วยซ้ำ...” ดีโน่ตะคอกใส่



“ข้าผิดไปแล้ว...โปรดอย่าทำร้ายนาง...ดีโน่ลูกรัก...อย่าทำร้ายนาง...” ท่านดยุคเอ่ยน้ำตาร่วง เหตุที่บุตรชายเป็นเช่นนี้เพราะตัวเขานั่นเอง



“เอาเกลือมาสาดล้างของโสมมเสีย...” ดีโน่สั่ง สไควร์คนหนึ่งเอาน้ำเกลือสาดลงที่ร่างของแอนนิต้า นางจึงกรีดร้องด้วยความเจ็บแสบโหยหวน ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมา



“ลูกรักงั้นรึ...อา...ท่านเคยสัญญาไว้ว่าจะยกตำแหน่งให้แก่ข้า...จงลงนาม และประทับตราเสีย...แล้วข้าจักพิจารณาโทษของมันเสียใหม่...” ดีโน่พยักหน้าให้โรมาริโอ้ จากนั้นเอกสารสองแผ่นได้ถูกนำมาวางตรงหน้าพร้อมปากกาขนนก และขวดครั่ง เชือกที่มัดมืออยู่ถูกปลดออก



“แต่เจ้าเพิ่งจะ 17 เท่านั้น...จะเป็นดยุคได้อย่างไร...” ชายสูงวัยที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้าเอ่ย หวั่นใจว่าดีโน่ต้องกล้าทำกระไรมากกว่านี้เป็นแน่



“ท่านมีสิทธิ์ต่อรองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ชีวิตของนางขึ้นอยู่กับท่าน...หึ...หากนางอัปลักษณ์น่าชังท่านจะยังกกนางลงรึไม่...ข้าเริ่มกังขาเสียแล้ว...” บารอนหนุ่มหยิบเหล็กเขี่ยเตาผิงที่แดงร้อนขึ้นมองราวกับใช้ความคิด แล้วมองไปยังร่างของแอนนิต้า



“ข้าจะลงนาม...ปล่อยนางก่อน...ดีโน่...ปล่อยนาง...”



“...เพียงท่านลงนามรับรองข้าเท่านั้น...อย่าลืมว่าข้าเป็นอัศวินแล้ว...หึๆๆ...”



[ในช่วงศตวรรษที่14-15 นั้นยังคงให้หลักการบรรลุนิติภาวะแบบโรมันโบราณคือแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือยังถือว่าเป็นทารก หรือเด็กน้อยค่ะตั้งแต่เกิดจนอายุ 7 ปี
ช่วงที่สอง 7-12 ปีสำหรับเด็กผู้หญิง และ 7-14 ปี สำหรับเด็กผู้ชาย เหตุที่เด็กผู้หญิงช่วงอายุถึงแค่ 12 ปีนั้นเพราะว่าในสมัยโบราณเด็กสาวมักจะออกเรือนกันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปีค่ะ จึงต้องจัดให้เด็กผู้หญิงสามารถทำนิติกรรมด้วยตนเองได้รวดเร็วกว่า แต่ในช่วงที่สองนี้สามารถทำนิติกรรมผ่าน TUTOR หรือผู้ปกคองได้ หากนิติกรรมนั้นไม่ก่อให้เกิดผลเสีย หรือความสูญเสียในทางลบใดๆ
ช่วงที่สามเรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยรุ่น หรือวัยแรกรุ่น หมายถึงเป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะเปิดตัวสู่งานสังคมในแวดวงชนชั้นสูงนะคะ อายุของเด็กผู้หญิงอยู่ที่ 12-25 เด็กผู้ชาย 14-25 คล้ายๆกับเป็นช่วงที่ค้นหาทิศทางของชีวิตค่ะ เด็กผู้หญิงมักจะถูกฝึกให้ เป็นแม่บ้านแม่เรือน สามารถเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการในบ้านได้ ส่วนเด็กผู้ชายหากเป็นลูกขุนนางชั้นสูงอาจส่งไปเป็นข้ารับใช้ในวัง ต้องทำหน้าที่ติดตามเจ้าชาย หรือ มกุฏราชกุมาร เป็นทั้งเพื่อนและสไควร์ประจำตัวนะคะ เรียกง่ายๆคือเป็นมหาดเล็กหลวง แน่นอนจำเป็นต้องมีความสามารถด้านการต่อสู้เป็นอย่างดีด้วยเพื่อปกป้องเจ้านายค่ะ หรือหากเป็นลูกขุนนางชั้นล่างๆก็จะถูกส่งไปรับใช้อัศวินเพื่อพิสูจน์ความสามารถในสนามรบโดยจะได้รับสเปอร์เป็นรางวัลเพื่อการันตีว่าเด็กคนนั้นได้รับเกียรติในฐานะอัศวินแล้วค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นเด็กที่อายุยังไม่ถึง 25 จะถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะค่ะ แต่หากในกรณีของพี่โน่ซึ่งได้รับตำแหน่งบารอนจากการพิสูจน์ตัวเองในสนามรบแล้ว ได้รับสเปอร์แล้ว ถ้าพ่อของพี่โน่ลงนามยินยอมก็จะถือว่าพี่โน่บรรลุนิติภาวะสามารถขึ้นเป็นผู้นำตระกูลได้ทันทีค่ะ ^+^ (หมู่นี้ลงข้อมูลเยอะไปมั้ยคะ แหะๆๆ)]



“ข้าจะลงนามแต่เจ้าต้องปล่อยนาง...อย่าได้กลับคำ...อย่าได้ทำกระไรแก่นาง...” ดยุคเอ่ยอย่างยากเย็น



“ข้ามิเคยตระบัดสัตย์...” ไม้เขี่ยเตาผิงที่ร้อนแดงถูกโยนทิ้งไป เขามิได้คิดจะใช้มันแต่ทีแรกแล้ว เพียงต้องการกดดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น



หลังจากที่ท่านดยุคลงนาม โรมาริโอ้จึงหยดครั่งร้อนลงที่กระดาษ ชายสูงวัยถอดแหวนออกมาแล้วกดประทับตราบนหัวแหวนลงที่ครั่งสีแดง



“ปล่อยนางได้แล้วดีโน่...เจ้าสัญญาแล้ว...ปล่อยนางเถิด...” ท่านดยุคคนพ่อเอ่ยขอร้องอ้อนวอนบุตรชายตนเอง



“ข้าสัญญาแต่เพียงว่า...จะพิจารณาใหม่เท่านั้น...มิได้สัญญาว่าจักปล่อยนาง...ฮ่ะๆๆๆ...” ดีโน่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้องนั้น ในขณะที่มือชักดาบโทเลโดออกมาแล้วกรีดลงตามเรือนร่างของแอนนิต้า ปลายดาบที่เรียวแหลมเรียกเลือดออกมาตามทางที่กรีดลงเพียงเบาๆ



เสียงกรีดร้องดังขึ้นปนกับเสียงสะอื้นไห้และเสียงด่าทอของท่านดยุค คนก่อน จนกระทั่งแอนนิต้าหมดลมหายใจเพราะทนพิษบาดแผล และการเสียเลือดมากมิไหว ชายสูงวัยเห็นร่างเมียรักค่อยๆซีดลงกับตาตนเองร่างที่ค่อยๆไร้วิญญาณอย่างช้าๆและทุกข์ทรมานจึงได้สิ้นสติไป



ดีโน่ได้ยินเสียงจึงละสายตาจากร่างไร้วิญญาณ แล้วมองที่บิดาตนเอง



“หึ...เพียงเท่านี้ก็ทนมิได้เสียแล้วรึ...แล้วท่านเคยคิดรึไม่ว่าข้าเจอกับสิ่งใดในที่ที่ท่านส่งข้าไป...” ดีโน่เลื่อนดาบขึ้นส่องกับแสงเทียนมองหยาดโลหิตที่คลอเคลียบนดาบ แล้วแลบลิ้นออกมาไล้เลียช้าๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในปาก



“สาแก่ใจข้าดีแท้...” เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ดีโน่จะเดินออกจากคุกใต้ดินอันมืดมิด



เช้าวันต่อมาบิดาของดีโน่ล้มป่วย เพราะความสะเทือนใจอย่างหนักเมื่อฟื้นขึ้นก็มิอาจเอยเป็นคำพูดได้อีก และไม่กี่วันต่อมาบิดาเขาก็ได้สิ้นใจลงพร้อมๆกับการรับรู้ว่าดีเอโก้จะถูกส่งไปตกระกำลำบากที่เวเนเซีย




ภาพอดีตเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า




ความเคียดแค้นอาฆาตเริ่มเลือนหายไป




ตั้งแต่วันที่ดีโน่พบกับเคียวยะ




วันวานแห่งความสุขอันแสนสดใสได้เคลื่อนผ่านไป




บัดนี้คงมีเพียง




หยาดน้ำตา





---TBC---